วิธีอ่านข้อมูลหุ้นเพื่อการเทรดให้เข้าใจง่าย

คุณอาจรู้สึกว่าหน้าแสดงรายละเอียดหุ้นนั้นมีข้อมูลเยอะแยะมากมายจนดูน่าปวดหัว เรามาเรียนรู้วิธีการอ่านและทำความเข้าใจข้อมูลในหน้านี้กันเถอะ

บทนำ

บนหน้ารายละเอียดของหุ้น คุณสามารถตัดสินใจได้ว่าจะซื้อหรือจะขาย โดยหน้านี้จะรวบรวมข้อมูลสำคัญที่คุณจะต้องใช้ในการตัดสินใจลงทุน หากคุณเป็นมือใหม่ แนะนำให้ศึกษาข้อมูลในบทเรียนนี้ก่อนทำการซื้อขายครั้งแรก

ขั้นตอนที่ 1: ทำความรู้จักกับบริษัท

มีข้อมูลพื้นฐานของบริษัท 4 ส่วนที่คุณควรรู้:

1. ชื่อย่อหุ้น

2. ชื่อบริษัท

3. ตลาดหลักทรัพย์

4. ประเภทอุตสาหกรรมและข้อมูลโดยย่อของบริษัท

ชื่อย่อหุ้น/สัญลักษณ์: เป็นตัวย่อที่แทนบริษัท ซึ่งมักประกอบด้วย 1-5 ตัวอักษร หากคุณรู้จักสัญลักษณ์หุ้นที่ต้องการ สามารถกรอกลงในช่องค้นหาได้เลย โดยตัวอักษรตัวสุดท้ายจะแสดงถึงรายละเอียดเพิ่มเติมของหุ้น

ตลาดหลักทรัพย์: หากบริษัทต้องการจดทะเบียนในตลาดหุ้น ตัวเลือกมักจะเป็น Nasdaq/NYSE/AMEX เช่น ตัวอย่างบริษัทด้านล่าง ซึ่งจดทะเบียนใน NYSE โดยส่วนใหญ่บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดนี้จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูง

ข้อมูลบริษัท (Company Profile): ตรงนี้คุณจะพบกับข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบริษัท เช่น ประเภทธุรกิจหลัก ประวัติ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ ผู้ก่อตั้ง ฯลฯ และจะระบุด้วยว่าบริษัทอยู่ในภาคส่วน/อุตสาหกรรมใด

ขั้นตอนที่ 2: ข้อมูลทางการเงินเพื่อประเมินผลการดำเนินงานของบริษัท

โดยทั่วไปแล้ว นักลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลสำคัญจากหน้ารายละเอียดของหุ้น ซึ่งจะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าจะเลือกลงทุนในหุ้นตัวนั้นหรือไม่ หากคุณอยากรู้ว่าบริษัทในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งมีผลประกอบการเป็นอย่างไร สามารถใช้ข้อมูลทางการเงิน เช่น อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) กำไรต่อหุ้น (EPS) และมูลค่าตลาด (Market Cap) เป็นตัววัดได้

เคล็ดลับ: หากคุณไม่แน่ใจว่าข้อมูลใดหมายถึงอะไร ให้ลองกดที่สัญลักษณ์ข้อมูลเพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้

ขั้นตอนที่ 3: กราฟราคาหุ้น

ถึงตอนนี้คุณน่าจะพอเข้าใจแล้วว่าบริษัทนี้เหมาะสมกับการลงทุนของคุณหรือไม่ แต่คำถามต่อไปคือ แล้วคุณควรจ่ายเงินเท่าไหร่ดีถ้าต้องการซื้อหุ้นสักหนึ่งหุ้น?

ราคาล่าสุด (Last Price) คือ ราคาซื้อขายล่าสุด

ตัวอย่างเช่น หากราคาหุ้นแสดงอยู่ที่ 14.44 นั่นหมายความว่า ณ เวลาที่คุณเห็น มีคนกำลังซื้อขายหุ้นนี้ที่ราคา 14.44

การอัปเดตราคาทั้งหมดในกราฟอ้างอิงตามราคาล่าสุด ซึ่งหมายความว่ากราฟราคาบอกแค่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่สามารถบอกได้ว่าราคาในอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่คุณสามารถศึกษาด้วยตนเองเพื่อคาดการณ์ราคาในอนาคตโดยอ้างอิงตามรูปแบบของราคาได้ ตัวอย่างเช่น นักลงทุนหลายคนใช้ตัวชี้วัดทางเทคนิคเป็นเครื่องมือเสริมในการตัดสินใจซื้อหรือตัดสินใจขาย

คุณสามารถมองเห็นภาพรวมของการเคลื่อนไหวของราคาในอดีตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการเปลี่ยนกรอบเวลาจากนาทีเป็นปี

ขั้นตอนที่ 4: ดูมุมมองของนักวิเคราะห์ในตลาด

นอกเหนือจากไอเดียของนักลงทุนคนอื่นๆ คุณยังสามารถตรวจสอบข้อมูลมุมมองนักวิเคราะห์ได้อีกด้วย เช่นเดียวกับภาพด้านล่างที่มีผลการวิเคราะห์ออกมาว่า "ซื้อ" ซึ่งหมายความว่านักวิเคราะห์ทั้ง 51 คนมีความคิดเห็นตรงกันว่าหุ้นนี้น่าลงทุน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการวิเคราะห์นี้มีไว้เพื่อเป็นการอ้างอิงเท่านั้น และไม่ควรถือเป็นคำแนะนำในการลงทุนแต่อย่างใด

โดยสรุปแล้ว การทำความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัท ประเมินข้อมูลทางการเงินของบริษัท ตรวจสอบกราฟราคาหุ้น ดูว่านักวิเคราะห์ให้มุมมองอย่างไร จะช่วยให้คุณมีความรอบรู้มากที่สุดก่อนที่จะตัดสินใจซื้อขาย

0
0
0
การลงทุนมีความเสี่ยงและไม่ได้เหมาะสมสําหรับนักลงทุนทุกคน มูลค่าของหลักทรัพย์อาจผันผวน และส่งผลให้ลูกค้าอาจขาดทุนมากกว่าเงินลงทุนเดิม ผลการดําเนินงานในอดีตของหลักทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์การเงินไม่ได้รับประกันผลลัพธ์หรือผลตอบแทนในอนาคต โปรดทราบว่าแม้ว่าการกระจายความเสี่ยงอาจช่วยกระจายความเสี่ยง แต่ก็ไม่ได้รับประกันผลกําไรหรือป้องกันการขาดทุนในช่วงตลาดขาลง การขาดทุนมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอเมื่อคุณลงทุนในหลักทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ผู้ลงทุนควรพิจารณาวัตถุประสงค์และความเสี่ยงในการลงทุนอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน
รายชื่อบทเรียน
1
วิธีการอ่านราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask)
2
เริ่มต้นลงทุนยังไง? สำหรับมือใหม่หัดลงทุนครั้งแรก
3
เริ่มต้นการเทรดกับ Webull
วิธีอ่านข้อมูลหุ้นเพื่อการเทรดให้เข้าใจง่าย
5
วิธีปรับแต่งหน้าจอการเทรดหุ้นให้ตรงตามสไตล์คุณ
6
วิธีค้นหาหุ้นปันผล
7
การลงทุนหุ้น Blue Chip ในช่วงที่เศรษฐกิจขาลง
8
วิธีเลือกลงทุนหุ้นเติบโต (Growth Stocks)
9
ข้อมูลสำคัญที่ควรรู้ในช่วงการประกาศงบการเงินของบริษัท
10
วิธีการค้นหาหุ้นที่เกิด Corporate Actions
11
สิ่งที่นักลงทุนควรรู้เกี่ยวกับการแตกพาร์ของหุ้น