
เพราะราคาหุ้นสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและมุมมองของนักลงทุนในตลาด มุมมองเชิงบวกต่อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง จะส่งผลให้ราคาของหุ้นตัวนั้นปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่มุมมองเชิงลบจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลง ท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อมั่นและมุมมองของนักลงทุนเหล่านี้ ล้วนถูกกำหนดโดยการประกาศงบการเงินทั้งสิ้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนักลงทุนทุกคนต้องให้ความสำคัญกับการประกาศงบการเงินของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาวก็ตาม
ฤดูกาลประกาศงบการเงินเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ส่งผลต่อตลาด เพราะเป็นช่วงที่บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่เปิดเผยผลการดำเนินงานทางการเงิน ซึ่งรายงานเหล่านี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อราคาหุ้น เพราะเป็นการเผยแพร่ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับผลการดำเนินงานทางการเงินและแนวโน้มการเติบโตของบริษัท ช่วงประกาศงบการเงินจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นโดยรวม เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการประเมินภาพรวมของผลประกอบการจากหลากหลายบริษัท
ท่ามกลางตัวเลขทางการเงินมากมายในรายงานผลประกอบการ กำไรต่อหุ้น (EPS) และรายได้ของบริษัท เป็นสองสิ่งหลักที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นพิเศษ
EPS หรือกำไรต่อหุ้น คือตัววัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัทต่อหุ้น ซึ่งคำนวณได้ด้วยการนำกำไรสุทธิของบริษัทหารด้วยจำนวนหุ้น อธิบายเพื่อความเข้าใจง่ายคือ เป็นตัวชี้วัดว่าบริษัทสามารถสร้างกำไรได้เท่าไหร่ในแต่ละไตรมาส ต่อหุ้นสามัญหนึ่งหุ้น
การประเมิน EPS มีอยู่ 2 วิธี ได้แก่
ก่อนเริ่มฤดูกาลประกาศงบการเงิน นักวิเคราะห์จะมีการคาดการณ์ตัวเลขไว้ล่วงหน้า ซึ่งได้สะท้อนตลาดไปเรียบร้อยแล้ว และหากตัวเลขโดยเฉพาะ EPS ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ย่อมส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและมีแนวโน้มทำให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกัน หาก EPS ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ อาจทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลง
กราฟ 15 นาทีด้านล่างจะแสดงให้เห็นว่า EPS ที่ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้สามารถส่งผลต่อราคาหุ้นได้อย่างไร เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม หลังเวลาตลาดหุ้นปิดทำการ บริษัทได้ประกาศกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 3.10 ดอลลาร์ ซึ่งดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 2.13 ดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% และเกิดช่องว่างราคาบนกราฟ

การเปรียบเทียบค่า EPS ปัจจุบันกับ EPS ในช่วงก่อนหน้า ช่วยให้นักลงทุนประเมินแนวโน้มการเติบโต และศักยภาพของบริษัทได้ โดยทั่วไปนักลงทุนจะเน้นดูอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) ทั้งแบบไตรมาส และรายปี หากอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นอยู่ในระดับสูง มักจะส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น

รายได้ คือ ตัวเลขแสดงผลรวมของรายได้ทั้งหมดที่บริษัททำได้ในช่วงไตรมาสล่าสุด รายได้คือปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถนำรายได้มาใช้เปรียบเทียบผลกำไรระหว่างบริษัทต่างๆ ได้ แต่รายได้ถือเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนผลกำไร
นักลงทุนสามารถวิเคราะห์การประกาศรายได้ของบริษัทได้สองวิธี
หากรายได้ที่บริษัทประกาศสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ย่อมส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ในทางกลับกัน หากรายได้ที่ประกาศออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ อาจส่งผลเสียต่อราคาหุ้น และทำให้ราคาหุ้นร่วงลง
กราฟ 15 นาทีด้านล่าง จะแสดงให้เห็นว่าตลาดอาจมีการตอบสนองอย่างไรต่อการประกาศรายได้ที่น่าผิดหวัง หลังตลาดปิดในวันที่ 19 ตุลาคม บริษัทได้ประกาศรายได้รวมที่ 21.45 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 21.96 พันล้านดอลลาร์ การประกาศรายได้ที่น่าผิดหวังส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัททรุดตัวลงมากกว่า 5% ทันทีหลังจากประกาศผลประกอบการ

การเปรียบเทียบรายได้ในแต่ละไตรมาสย้อนหลังช่วยให้นักลงทุนประเมินได้ว่าบริษัทนั้นมีรายได้ที่เติบโตอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ รายได้ที่ลดลงอย่างรวดเร็วอาจเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยง ในขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของรายได้อย่างแข็งแกร่งก็สะท้อนถึงแนวโน้มการเติบโตที่ดีของบริษัท

นอกเหนือจากรายได้รวมแล้ว งบการเงินของบริษัทยังแสดงรายละเอียดรายได้ที่มาจากส่วนธุรกิจหลักแต่ละส่วนอีกด้วย การวิเคราะห์รายได้ของแต่ละกลุ่มธุรกิจจะช่วยให้นักลงทุนคาดการณ์แนวโน้มการเติบโต หรือความเสี่ยงที่บริษัทอาจจะต้องเผชิญ
ในรายงานผลประกอบการนั้นมีตัวชี้วัดอยู่มากมายที่สามารถช่วยนักลงทุนประเมินความสามารถของบริษัทได้ รายได้และกำไรต่อหุ้น (EPS) เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญและเข้าใจง่ายในรายงานผลประกอบการ อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อแนวโน้มตลาดหุ้นค่อนข้างมาก นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการประกาศผลประกอบการของบริษัทต่างๆ อย่างละเอียด เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในตลาด