3 จุดพลาดที่พบบ่อยในการเทรดออปชัน

การเทรดออปชันนั้นมาพร้อมกับความเสี่ยงในระดับที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นทั่วไป บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงจุดผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นในการเทรดออปชัน เพื่อเป็นข้อควรระวังก่อนเริ่มต้นเทรดออปชัน

การซื้อขายออปชันที่มีสถานะ Out-of-the-money (OTM) ออปชันที่ใกล้หมดอายุ หรือการลงทุนโดยปราศจากกลยุทธ์ที่ชัดเจน ล้วนมีความเสี่ยงที่สูงมาก การทำความเข้าใจถึงความสำคัญของการเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับคุณ และเหตุผลที่ควรยึดมั่นในแผนการลงทุนที่วางไว้โดยไม่ปล่อยให้อารมณ์เข้ามาครอบงำ

1. ความเสี่ยงของการลงทุนในออปชันที่มีสถานะ OTM มากเกินไปเพื่อเก็งกำไร

ออปชันที่มีสถานะ Out-of-the-money (OTM) อาจดึงดูดนักลงทุนมือใหม่ เนื่องจากใช้ต้นทุนในการเทรดน้อยกว่าออปชันที่มีสถานะ At-the-money (ATM) หรือ In-the-money (ITM) ต้นทุนที่ต่ำของออปชัน OTM อาจดูน่าสนใจ เมื่อคุณต้องการทำตามกลยุทธ์ซื้อถูกและขายแพง นักลงทุนที่ซื้อ Call Option ที่มีสถานะเป็น OTM มองว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะปรับตัวสูงขึ้นจนออปชันเปลี่ยนเป็นสถานะ ITM ซึ่งจะทำให้นักลงทุนได้ใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด ซึ่งได้กำไรสูงกว่าค่าพรีเมียมของออปชันที่จ่ายไปเช่นกัน ถึงแม้ว่ากลยุทธ์นี้ได้ผลบางครั้ง แต่การจะประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นเรื่องยาก หากยังคงยึดติดอยู่กับการเก็งกำไรจากออปชันที่มีสถานะ OTM ซึ่งการเน้นซื้อออปชันที่มีสถานะ OTM นั้น มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดการขาดทุนมากกว่ากำไร

เพราะในบางสถานการณ์ กลยุทธ์ "Covered call" อาจช่วยให้นักลงทุนบรรลุเป้าหมายเดียวกันได้ แต่ด้วยความเสี่ยงที่ต่ำกว่า สมมติว่าแทนที่จะซื้อออปชันที่มีสถานะ OTM นั้น คุณซื้อหุ้นที่ราคาตลาด และขายออปชันที่อ้างอิงหุ้นตัวเดียวกัน หุ้นที่คุณซื้อเข้าพอร์ตนั้นจะเปรียบเสมือนเป็นการค้ำประกันให้กับ Option ของคุณ เมื่อคุณขายออปชัน คุณจะได้รับค่าพรีเมียม ซึ่งเปรียบเสมือนส่วนลดต้นทุนในการถือครองหุ้นตัวดังกล่าว ต่างจากการซื้อออปชันที่คุณจะต้องเป็นฝ่ายเสียค่าพรีเมียมเพื่อลุ้นว่าราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ กลยุทธ์นี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อออปชันยังคงสถานะเป็น OTM จนกระทั่งหมดอายุและไม่ได้ถูกใช้สิทธิ์ ซึ่งหากเงื่อนไขเป็นไปตามนี้ ก็จะช่วยบรรลุเป้าหมายเดียวกันกับการซื้อ Call Options ที่มีสถานะเป็น OTM และที่สำคัญที่สุดคือ กลยุทธ์นี้ช่วยให้นักลงทุนลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการถูกใช้สิทธิ

แน่นอนว่าไม่มีกลยุทธ์ใดที่ปราศจากความเสี่ยงจากการลงทุนทั้งหมด หากเกิดสถานการณ์ที่ออปชันที่คุณขายไว้ถูกเปลี่ยนสถานะจาก OTM เป็น ITM และถูกใช้สิทธิ์ แน่นอนว่าคุณอาจจะสูญเสียโอกาสทำกำไรเพิ่ม แต่อย่างน้อยคุณจะได้รับค่าพรีเมียมเป็นผลตอบแทน แต่คุณยังคงได้รับความเสี่ยงขาลงจากการถือหุ้นตัวนั้นอยู่ ซึ่งหากราคาหุ้นปรับตัวลงมากกว่าค่าพรีเมียมที่คุณได้รับ ถือว่าพอร์ตโดยรวมของคุณนั้นขาดทุนจากการใช้กลยุทธ์การเทรดดังกล่าวข้างต้น

2. การมองข้ามอัตราการลดลงของมูลค่าออปชันตามเวลา (Time Decay) ที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อใกล้วันหมดอายุของสัญญา

ปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนควรพิจารณาเมื่อต้องการซื้อออปชัน คืออัตราการลดลงของมูลค่าออปชันตามเวลา (Time Decay) ที่มีผลโดยตรงต่อศักยภาพในการทำกำไร การเลือกวันหมดอายุของออปชันนั้นมีความสำคัญ คุณควรประเมินระยะเวลาที่คาดว่าจะต้องถือครองออปชัน เพื่อให้กลยุทธ์ที่วางไว้สามารถบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย เพราะ Time Decay นั้นมีบทบาทสำคัญอย่างมากสำหรับการพิจารณา มูลค่าของออปชันจะลดลงเมื่อใกล้หมดอายุ เนื่องจากยิ่งเวลาผ่านไป โอกาสที่สร้างกำไรได้ก็จะยิ่งลดลง

ออปชันที่เหลือเวลาไม่กี่วันก่อนหมดอายุ จะมีค่าพรีเมียมที่ถูกกว่า เนื่องจากมูลค่าตามเวลา (Time Value) ของออปชันนั้นลดลง ข้อเสียของการซื้อออปชันที่มีระยะเวลาเหลือน้อย คืออาจทำให้กรอบเวลาสั้นเกินไปสำหรับการที่กลยุทธ์ของคุณจะทำกำไรได้ นักลงทุนต้องคำนึงถึงผลกระทบจาก Time Decay อยู่เสมอ เนื่องจากมูลค่าตามเวลา (Time Value) ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปใช้ในการกำหนดราคาออปชัน

3. การไม่มีกลยุทธ์ Exit Plan เพื่อจำกัดความเสี่ยง

การวางแผน Exit Plan ที่ดีคือการกำหนดจุดขายทำกำไร และจุดขายเพื่อจำกัดการขาดทุน จุดขายทำกำไร คือระดับราคาที่เหมาะสมสำหรับการปิดสถานะการลงทุน เพื่อล็อกผลกำไรที่เกิดขึ้น โดยเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะทำให้กำไรส่วนนั้นหายไปได้ หากคุณยังคงถือครองสินทรัพย์นั้นต่อไป การกำหนดจุดขายตัดขาดทุน คือการกำหนดระดับราคาที่คุณจะยอมขายสินทรัพย์เพื่อจำกัดการขาดทุนที่เกิดขึ้น แทนที่จะเสี่ยงถือครองต่อไปด้วยความหวังว่าราคาจะกลับตัวสูงขึ้นในอนาคต การปฏิบัติตาม Exit Plan อย่างมีวินัย จะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน เนื่องจากคุณไม่จำเป็นต้องมาวิเคราะห์และตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไปในจังหวะที่ราคามีความผันผวนสูงเกิดขึ้น

การยึดมั่นในกลยุทธ์นี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผลการลงทุนของคุณมีความสม่ำเสมอ เป้าหมายสำคัญของการลงทุน ไม่ใช่การทำกำไรสูงสุดในทุกการเทรด แต่ควรให้ความสำคัญกับการสร้างรูปแบบการลงทุนและปฏิบัติตามอย่างมีวินัยมากกว่า การยึดมั่นในแผนการลงทุนที่วางไว้ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเสมอไป เพราะนักลงทุนอาจเกิดความโลภหรือรู้สึกหวาดกลัวจนทำให้ตัดสินใจผิดพลาด แต่สิ่งที่สำคัญคือคุณต้องย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอถึงเป้าหมายหลักในการลงทุน และเหตุผลที่คุณเริ่มวางแผนการลงทุนนี้แต่แรก การยึดมั่นในแผนการลงทุนอย่างเคร่งครัด คือวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยไม่ให้อารมณ์หรือความกลัวเข้ามากระทบกับการตัดสินใจในการลงทุนของคุณ

สรุป

สำหรับผู้ที่เริ่มต้นลงทุนออปชัน จำเป็นต้องระวังเพราะอาจมีแนวคิดหรือกลยุทธ์มากมายที่ดูเหมือนใช้งานง่ายและทำกำไรได้ชัวร์ โปรดระลึกไว้เสมอว่าทุกกลยุทธ์การลงทุนล้วนมีความเสี่ยงของตัวเอง และจะมีข้อดี/ข้อเสียที่แตกต่างกันไปเสมอ เมื่อไหร่ก็ตามที่นักลงทุนตัดสินใจที่หันเหออกจากแผนการลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงลิบ เมื่อนั้นคุณก็ได้สร้างความเสี่ยงให้พอร์ตการลงทุนของคุณมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว การพัฒนากลยุทธ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนของคุณ ระดับความเสี่ยงที่คุณยังคงรับได้ และระยะเวลาที่คุณยินดีที่จะถือครองสถานะและการยึดมั่นตามกลยุทธ์นั้น เป็นรากฐานของความสำเร็จในการเทรดออปชันได้เป็นอย่างดี

0
0
0
การซื้อขายออปชันมีความเสี่ยงสูงและไม่ได้เหมาะสําหรับนักลงทุนทุกคน เนื่องจากนักลงทุนอาจประสบกับการขาดทุนที่รวดเร็วและมีนัยสําคัญ ผู้ลงทุนควรพิจารณาวัตถุประสงค์และความเสี่ยงในการลงทุนอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนในออปชัน