คุณจะเจอกับข้อมูลและตัวเลขมากมายบนหน้า Options Chainไม่ว่าจะเป็นราคาเสนอซื้อ (Bid Price) ราคาเสนอขาย (Ask Price) ราคาล่าสุด (Last Price) ปริมาณสัญญาคงค้าง (Open Interest) Implied Volatility และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งอาจทำให้คุณสงสัยว่าสิ่งเหล่านี้จะสามารถวิเคราะห์ออปชันได้อย่างไร เรามาหาคำตอบไปพร้อมกันเลย!
- ราคาล่าสุด (Last Price)
- ราคาเสนอซื้อ (Bid Price)
- ราคาเสนอขาย (Ask Price)
- % เปลี่ยนแปลง (% Change)
- ราคาเฉลี่ย (Mid Price)
- Implied Volatility
- สถานะคงค้าง (Open Interest)
- ปริมาณเสนอซื้อ (Bid Size)
- ปริมาณเสนอขาย (Ask Size)
- ราคาเปลี่ยนแปลง (Change)
- ปริมาณการซื้อขาย (Volume)
- จุดคุ้มทุน (Break Even)
- % สถานะ In-the-money (ITM %)
- % สถานะ Out-of-the-money (OTM %)
เราจะยกตัวอย่างการใช้ข้อมูลสถานะคงค้าง (Open Interest) เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีการใช้ข้อมูลบน Options Chain ในการวิเคราะห์สัญญาออปชัน

หากดูที่ Options Chain ของดัชนี S&P500 (SPX) จะพบว่าสถานะคงค้างของ Put Option มีปริมาณสูงกว่าสถานะคงค้างของสัญญา Call Option ซึ่งบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ถือครองออปชัน SPX เหล่านี้ ซึ่งมองว่าราคาดัชนี S&P500 จะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ พวกเขาจึงเลือกถือครอง Put Optionมากกว่า Call Option
สำหรับสัญญาออปชันที่มีมีสถานะคงค้างมากเท่าไหร่ สภาพคล่องของสัญญาก็จะยิ่งมีมากตามเท่านั้น สภาพคล่องที่สูงจะสามารถช่วยให้นักลงทุนปิดสถานะได้อย่างรวดเร็วหากพวกเขาคิดว่าสัญญาเหล่านั้นจะไม่สามารถทำกำไรได้แล้ว ในทางกลับกัน หากคุณซื้อสัญญาที่มีสภาพคล่องต่ำอาจจะส่งผลให้การปิดสถานะเป็นเรื่องยาก และอาจนำไปสู่การขาดทุนได้
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า Options Chain ไม่ได้เป็นเพียงแค่หน้าจอสำหรับส่งคำสั่งซื้อขาย แต่ยังเป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพได้อีกด้วย
การอ่านข้อมูลบน Options Chain สามารถช่วยให้คุณได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายมากขึ้น ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากก่อนการเลือกเทรดสัญญาออปชัน