สิ่งที่ควรรู้ก่อนการเทรดออปชัน

สำหรับการเทรดออปชัน หากเรามีความเข้าใจและประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม ออปชันจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายในการลงทุนได้เป็นอย่างดี

คุณเคยสงสัยไหมว่า?

  • เป็นไปได้ไหมที่เราจะสามารถลดความเสียหายจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นกับพอร์ตหุ้นได้เหมือนกันกับที่เราซื้อประกันภัยให้กับรถยนต์?
  • เป็นไปได้ไหมที่เราจะสามารถเพิ่มผลตอบแทนของการลงทุนในขณะที่ราคาของหุ้นยังแน่นิ่งไม่ไปไหน?
  • พอจะมีวิธีไหนบ้างที่เราจะสามารถลดต้นทุนในการซื้อหุ้นราคาแสนแพงเหล่านั้นลงไปได้?

สำหรับการเทรดออปชัน หากเรามีความเข้าใจและประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม ออปชันจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายในการลงทุนได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกัน ออปชันก็มีความเสี่ยงเฉพาะที่ต้องระมัดระวัง ดังนั้น นี่คือสิ่งที่คุณจะต้องรู้ก่อนจะเทรดออปชัน

ออปชันคืออะไร?

ออปชันคือสัญญาที่จะมอบสิทธิ์ให้กับผู้ถือครองสัญญานี้ เพื่อที่จะซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงภายใต้ราคาที่ตกลงกันไว้ในวันที่มีการระบุในสัญญา

  • เราจะได้รับสิทธิ์ (อย่างไม่มีข้อผูกมัด) ที่จะซื้อ/ขายหุ้นหรือสินทรัพย์อ้างอิงใดๆ ณ ราคาที่กำหนดไว้ในสัญญาเมื่อเราทำการซื้อสัญญาออปชัน หลังจากนั้นเราจะถูกเรียกว่าผู้ซื้อหรือผู้ถือครองออปชัน
  • ในทางกลับกัน หากผู้ซื้อออปชันได้ตัดสินใจว่าจะใช้สิทธิ์ในสัญญาออปชันของตน ผู้ขายออปชัน มีหน้าที่ซื้อ/ขายหุ้นหรือสินทรัพย์อ้างอิงใดๆ ให้กับผู้ซื้อออปชันผู้นั้น‌

ประเภทของออปชัน

สัญญาออปชันมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท ได้แก่

  1. คอลออปชัน: การให้สิทธิ์ผู้ซื้อคอลออปชัน ในการซื้อหุ้นหรือสินทรัพย์อ้างอิงใดๆ
  2. พุทออปชัน: การให้สิทธิ์ผู้ซื้อพุทออปชัน ในการขายหุ้นหรือสินทรัพย์อ้างอิงใดๆ

องค์ประกอบที่สำคัญในสัญญาออปชัน

1. สินทรัพย์อ้างอิง

สินทรัพย์อ้างอิงคือสินทรัพย์ที่จะมีการซื้อ/ขาย หากสัญญาออปชันนั้นๆ ได้มีการใช้สิทธิ์เกิดขึ้น

โดยทั่วไปแล้ว สัญญาออปชันของหุ้น 1 สัญญาจะมีตัวคูณอยู่ที่ 100 หุ้น (1 สัญญา = 100 หุ้น, 2 สัญญา = 200 หุ้น เป็นต้น) ดังนั้น สัญญาออปชันหนึ่งสัญญาจะแทนหุ้นอ้างอิง 100 หุ้น ตัวอย่างเช่น คอลออปชันของบริษัท XYZ ให้สิทธิ์แก่ผู้ถือครองในการซื้อหุ้น 100 หุ้นของบริษัท XYZ

2. ราคาใช้สิทธิ์

ราคาใช้สิทธิ์คือราคาที่ได้มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าสำหรับการซื้อ/ขายของสินทรัพย์อ้างอิงใดๆ

สมมติว่าเราทำการซื้อสัญญาคอลออปชันมาจำนวนหนึ่งสัญญาจากบริษัท XYZ โดยที่สัญญานั้นได้มีการกำหนดราคาใช้สิทธิ์ไว้ที่ราคา 150 ดอลลาร์ แปลว่าหากเราเลือกที่จะใช้สิทธิ์ของสัญญาคอลออปชันนี้ เราจะมีสิทธิ์ในการซื้อหุ้นจำนวน 100 หุ้น (1 สัญญา = 100 หุ้น) ของบริษัท XYZ ที่ราคา 150 ดอลลาร์ต่อหุ้น

  • หากราคาใช้สิทธิ์ของคอลออปชันนี้มีค่าสูงกว่าราคาตลาด ณ ปัจจุบันของหุ้น XYZ เราไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิ์ในการซื้อหุ้น เพราะจะต้องซื้อหุ้นในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด
  • หากราคาใช้สิทธิ์ของคอลออปชันนี้มีค่าต่ำกว่าราคาตลาด ณ ปัจจุบันของหุ้น XYZ เราจะได้สิทธิ์ซื้อหุ้นในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาด โดยสัญญาคอลออปชันลักษณะนี้ (สัญญาที่ราคาใช้สิทธิ์ต่ำกว่าราคาของสินทรัพย์อ้างอิง) จะมีค่าพรีเมี่ยมที่เราจะต้องจ่ายสำหรับการถือครองสัญญาเพิ่มเข้ามาเสมอ ดังนั้นแล้ว เราจำเป็นต้องพิจารณาถึงค่าพรีเมียมนี้ก่อนที่จะทำการใช้สิทธิ์เสมอ

3. วันหมดอายุของออปชัน

ออปชันจะไม่ได้คงอยู่ตลอดไป โดยทุกสัญญาจะมีวันสิ้นสุดระบุไว้ชัดเจน ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ออปชันหมดอายุ ออปชันเหล่านั้นจะไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกต่อไป

เมื่อออปชันใกล้ถึงวันหมดอายุ ผู้ซื้อออปชันจะมีทางเลือกให้ต้องตัดสินใจดังต่อไปนี้

1) ขายออปชันเพื่อรับผลกำไรหรือขาดทุนตามจริง

2) ใช้สิทธิ์ของออปชันหากได้ประโยชน์

3) ปล่อยให้ออปชันหมดอายุและเสียค่าพรีเมียมที่จ่ายไปทั้งหมด

4. ค่าพรีเมียม

ค่าพรีเมียมคือราคาที่นักลงทุนต้องจ่ายเพื่อที่จะซื้อสัญญาจากผู้ขายสัญญาออปชัน

เปรียบเทียบกับการเทรดหุ้น การเทรดออปชันอาจจะมีสภาพคล่องที่น้อยกว่าและมีปริมาณการเทรดที่ต่ำกว่าในบางกรณี ดังนั้นสิ่งสำคัญของการเทรดออปชันคือต้องเข้าใจส่วนต่างราคาระหว่างราคาเสนอซื้อและเสนอขาย ซึ่งนี่อาจจะเป็นต้นทุนแฝงที่เพิ่มเข้ามาได้

5. รูปแบบการใช้สิทธิ์

ในตลาดออปชันจะมีออปชันอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ ได้แก่

  • European Options: ออปชันที่สามารถใช้สิทธิ์ได้เฉพาะในวันที่หมดอายุเท่านั้น โดยออปชันที่อ้างอิงของดัชนีส่วนใหญ่จะเป็น European Options
  • American Options: ออปชันที่สามารถใช้สิทธิ์ได้ทุกวันทำการจนถึงวันหมดอายุ โดยออปชันที่อ้างอิงหุ้นและที่อ้างอิง ETF จะเป็น American Options

ก่อนที่เราจะเริ่มต้นเทรดออปชัน การทำความเข้าใจในองค์ประกอบของสัญญาออปชันนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หลังจากที่เราได้เรียนรู้หลักการของออปชันและองค์ประกอบหลักๆ มาแล้ว เราจะสามารถเข้าใจรายละเอียดที่สำคัญในตาราง Options Chain บนแพลตฟอร์มของเราได้เป็นอย่างดี

กลยุทธ์พื้นฐานในการเทรดออปชัน

หลังจากทำความเข้าใจพื้นฐานของออปชันแล้ว คุณอาจสงสัยว่าจะนำมาประยุกต์ใช้กับการเทรดออปชันได้อย่างไร เราจึงได้รวบรวมกลยุทธ์พื้นฐานสำหรับการเทรดออปชันมาแนะนำให้รู้จัก นอกจากนี้ เราขอแนะนำฟังก์ชันของเรา ซึ่งคุณสามารถจำลองการเทรดออปชัน (Paper Trading) เพื่อฝึกฝนก่อนใช้เงินจริงในการเทรดได้

1. กลยุทธ์ Long Call

คือการซื้อออปชันที่ให้สิทธิในการซื้อ (คอลออปชัน)สำหรับนักลงทุนที่มองว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต

โอกาสขาดทุนที่สูงสุดที่นักลงทุนอาจได้รับจากการ Long Call คือค่าพรีเมียมที่จ่ายไป ณ ตอนที่เปิดสถานะ อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การเทรดออปชันแบบ Long Call มีโอกาสทำกำไรอย่างไม่จำกัด เนื่องจากราคาสินทรัพย์อ้างอิงสามารถปรับตัวขึ้นไปได้เรื่อยๆ อย่างไม่จำกัด

2. กลยุทธ์ Long Put

คือการซื้อออปชันที่ให้สิทธิในการขาย (พุทออปชัน)สำหรับนักลงทุนที่มีมุมมองว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะมีการปรับตัวลดลงในอนาคต

โอกาสขาดทุนที่สูงสุดที่นักลงทุนอาจได้รับจากการLong Put คือค่าพรีเมียมที่จ่ายไป ณ ตอนที่เปิดสถานะ แต่กลยุทธ์การเทรดออปชันแบบ Long Put มีโอกาสที่จะทำกำไรอย่างไม่จำกัน เนื่องจากราคาสินทรัพย์อ้างอิง สามารถปรับตัวลงถึงศูนย์ได้

ขั้นตอนต่อไป

ออปชันเป็นเครื่องมือการลงทุนที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจมากกว่าการเทรดหุ้นทั่วไป หากคุณต้องการสำรวจโลกแห่งการเทรดออปชัน ความเข้าใจพื้นฐานก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

ฟังก์ชันจำลองการเทรดหรือ Paper Trading จะเป็นตัวช่วยในการฝึกเทรดออปชันและจะทำให้คุณได้สะสมประสบการณ์ก่อนเริ่มเทรดด้วยเงินจริง เมื่อคุณเริ่มคุ้นเคยกับกลยุทธ์พื้นฐานในการเทรดออปชันแล้ว ยังมีกลยุทธ์การเทรดที่ซับซ้อนขึ้นอีกมากมาย ที่อาจตอบโจทย์เป้าหมายการเทรดของคุณ

0
0
0
การลงทุนมีความเสี่ยงและไม่ได้เหมาะสมสําหรับนักลงทุนทุกคน มูลค่าของหลักทรัพย์อาจผันผวน และส่งผลให้ลูกค้าอาจขาดทุนมากกว่าเงินลงทุนเดิม ผลการดําเนินงานในอดีตของหลักทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์การเงินไม่ได้รับประกันผลลัพธ์หรือผลตอบแทนในอนาคต โปรดทราบว่าแม้ว่าการกระจายความเสี่ยงอาจช่วยกระจายความเสี่ยง แต่ก็ไม่ได้รับประกันผลกําไรหรือป้องกันการขาดทุนในช่วงตลาดขาลง การขาดทุนมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอเมื่อคุณลงทุนในหลักทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ผู้ลงทุนควรพิจารณาวัตถุประสงค์และความเสี่ยงในการลงทุนอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน