การแตกพาร์ (Stock Split) หมายถึงการที่บริษัทเพิ่มจำนวนหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นปัจจุบัน โดยที่ส่วนของผู้ถือหุ้นยังคงเท่าเดิม ในอีกความหมายคือ จำนวนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นปัจจุบันถืออยู่จะเพิ่มขึ้น แต่มูลค่ารวมของหุ้นจะยังคงเดิม โดยบริษัทสามารถแตกหุ้นในอัตราส่วนใดก็ได้ เช่น 2 ต่อ 1, 10 ต่อ 1 หรือ 20 ต่อ 1
ตัวอย่างเช่น นักลงทุน A ถือหุ้น XYZ จำนวน 10 หุ้น ซึ่งซื้อขายกันที่ราคา 100 ดอลลาร์ต่อหุ้น และบริษัท XYZ ประกาศแตกหุ้นในอัตราส่วน 10 ต่อ 1 หลังจากแตกพาร์แล้ว เขาก็จะถือหุ้น XYZ 100 หุ้น ในราคา 10 ดอลลาร์ต่อหุ้น มูลค่ารวมของหุ้นยังคงเท่าเดิมที่ 1,000 ดอลลาร์ทั้งก่อนและหลังการแตกพาร์
การแตกหุ้น คือการที่บริษัทเพิ่มจำนวนหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นเดิม โดยที่ไม่เปลี่ยนแปลงมูลค่าของส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งเรียกว่า Forward Stock Split แต่การรวมหุ้น (Reverse Stock Split) นั้น จะอยู่ในทิศทางตรงกันข้าม การรวมหุ้นเป็นการลดจำนวนหุ้นที่อยู่ในตลาด โดยที่ส่วนของผู้ถือหุ้นไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายความว่าจำนวนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนถือครองอยู่จะลดลง แต่มูลค่ารวมของหุ้นจะยังคงเดิม โดยอัตราส่วนในการ Reverse Stock Split อาจเป็น 1 ต่อ 2 หรือ 1 ต่อ 5 เป็นต้น
ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุน B ถือหุ้น XYZ อยู่ 200 หุ้น ซึ่งซื้อขายกันที่ราคาหุ้นละ 5 ดอลลาร์ และบริษัท XYZ ประกาศรวมหุ้นแบบ 1 ต่อ 2 หลังจากรวมหุ้นแล้ว นักลงทุน B จะมีจำนวนหุ้น XYZ ลดลงเป็น 100 หุ้น ราคาหุ้นละ 10 ดอลลาร์ โดยมูลค่ารวมของหุ้นจะยังคงเท่าเดิม คือ 1,000 ดอลลาร์ ทั้งก่อนและหลังรวมหุ้น
บริษัทอาจประกาศรวมหุ้นเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดขั้นต่ำในการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
เงินปันผลจะได้รับผลกระทบจากการแตกพาร์ก็ต่อเมื่อมีการแตกพาร์ก่อนวันกำหนดสิทธิ์ (Record Date) ในกรณีดังกล่าว มูลค่ารวมของเงินปันผลจะยังคงเท่าเดิม แต่เงินปันผลต่อหุ้นจะถูกปรับตามอัตราส่วนการแตกพาร์
ยกตัวอย่างเช่น บริษัท XYZ ได้ประกาศจ่ายเงินปันผล 2 ดอลลาร์ต่อหุ้น และมีการแตกพาร์หุ้นแบบ 2:1 ก่อนวันกำหนดสิทธิ์ หลังจากแตกพาร์แล้ว หุ้นเดิมจะมีจำนวนเพิ่มเป็น 2 เท่า และนักลงทุนที่ถือหุ้นก่อนวันกำหนดสิทธิ์จะได้รับเงินปันผล 1 ดอลลาร์ต่อหุ้น