
หุ้นปันผล คือหุ้นของบริษัทที่จ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยเงินปันผลมาจากส่วนหนึ่งของรายได้ของบริษัท
บริษัทที่มีการจ่ายเงินปันผลสูงมักจะเป็นบริษัทที่มั่นคงและมีประวัติการดำเนินงานที่ดี หุ้นกลุ่มนี้มักมีความสามารถในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พอร์ตการลงทุนของคุณมีความมั่นคงมากขึ้น
จากข้อมูลการวิจัยพบว่า หุ้นที่เพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง มักจะทำรายได้ที่สูงกว่ากลุ่มหุ้นที่จ่ายเงินปันผลในอัตราเท่าเดิม ลดเงินปันผล หรือไม่จ่ายเงินปันผลเลย

ที่มาของข้อมูล: Compustat, Ned Davis Research, S&P Capital IQ และ S&P Dow Jones Indices
ตลาดหุ้นมีหุ้นที่จ่ายปันผลอยู่มากมายหลายพันตัว แล้วหุ้นที่มี Dividend Yield สูงๆ เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในการลงทุนหรือไม่? คำตอบคือไม่จำเป็นเสมอไป
Dividend Yield คืออัตราผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับในรูปแบบของเงินปันผลต่อปี ที่หุ้นนั้นจะประกาศจ่ายในอัตราเทียบกับราคาหุ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกลงทุนหุ้นปันผล แต่ปัจจัยดังกล่าวไม่ใช่สิ่งเดียวที่คุณจะต้องพิจารณา
เพราะหากดูจากการคำนวณดังต่อไปนี้

Dividend Yield ที่สูง อาจเกิดได้จากสองปัจจัย คือ เงินปันผลที่เพิ่มขึ้น หรือราคาหุ้นปัจจุบันที่ลดลง
ยกตัวอย่างเช่น ในเดือนมิถุนายน 2022 นั้น Dividend Yield ของดัชนี S&P 500 อยู่ที่เพียง 1.69% ต่อปี เพราะฉะนั้นหากคุณเจอหุ้นที่มี Dividend Yield ที่สูงกว่า 10% ต่อปี คุณอาจลองหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยที่หุ้นตัวนั้นมี Dividend Yield ที่สูงเพื่อพิจารณาด้วยเช่นกัน
การพิจารณาผลประกอบการทางการเงินของบริษัท นั้นสำคัญเช่นกันในการเลือกจะลงทุนในหุ้นของบริษัทนั้น
โดยการค้นหาชื่อหุ้นคุณที่สนใจ แล้วคลิกเพื่อดูข้อมูลของหุ้นนั้นบนแอปพลิเคชันของเรา หลังจากนั้นคลิก Company > Financials เพื่อดูปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนั้น
เริ่มจากพิจารณาข้อมูล 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ รายได้รวมของบริษัท และกำไรต่อหุ้น (EPS)
การเติบโตอย่างต่อเนื่องของรายได้และกำไรต่อหุ้น (EPS) จะแสดงถึงการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทนั้นๆ
Tip: เราสามารถดูข้อมูลงบการเงินย้อนหลังของหุ้นในบริษัทที่เราสนใจได้อย่างไรบนแอปพลิเคชัน Webull?
ค้นหาชื่อสัญลักษณ์หุ้นคุณที่ต้องการ สนใจ แล้วคลิกเพื่อดูข้อมูลรายละเอียดของหุ้นนั้น และคลิก Company > Financials เพื่อดูปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนั้น

อัตราส่วน P/E คือการคำนวณราคาตลาดต่อกำไรสุทธิของบริษัท ซึ่งใช้ข้อมูลจากงบการเงินย้อนหลัง 12 เดือน (TTM)

โดย P/E จะสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนต้องจ่ายเงินเท่าใดเพื่อให้ได้กำไรจำนวน 1 ดอลลาร์ต่อปีจากการลงทุนในบริษัทนั้น หุ้นที่มีค่า P/E ที่สูง อาจถูกพิจารณาว่ามีราคาที่สูงเกินไปในขณะที่หุ้นที่มี ค่า P/E ที่ต่ำ อาจถูกมองว่าถูกประเมินมูลค่าหุ้นตัวนั้นต่ำกว่าความเป็นจริง และการเปรียบเทียบ P/E ของบริษัทที่เราสนใจกับบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน จะทำให้เราเห็นว่าบริษัทที่เราสนใจลงทุนนั้นมีมูลค่าถูกหรือแพง โดยเทียบกับค่า P/E เฉลี่ยของหุ้นทั้งหมดในอุตสาหกรรมเดียวกัน
แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีเกณฑ์มาตรฐานกำหนดว่าค่า P/E เท่าใดจึงจะถือว่าสูงหรือต่ำ เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิง ค่าเฉลี่ยอัตราส่วน P/E ระยะยาวของดัชนี S&P 500 อยู่ที่ประมาณ 16 เท่า ซึ่งหมายความว่านักลงทุนจ่ายเงินโดยเฉลี่ย 16 ดอลลาร์เพื่อผลตอบแทนจำนวน 1 ดอลลาร์ต่อปีจากดัชนี S&P 500
Webull มีฟีเจอร์ “Peer Comparison” ที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบอันดับของบริษัทที่สนใจกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ ดูอันดับของหุ้นเพื่อพิจารณาว่าหุ้นนั้นมีมูลค่าที่เหมาะสมหรือไม่

